ชุด Men Of Lions
อุ้มรักรัฐภพ – คนอุ้มรัก สิบเก้า 3

อุ้มรักรัฐภพ – คนอุ้มรัก สิบเก้า 3

“เจอคำตอบแล้วนะครับคุณเลียม”

คอสตาร์แอบเก็บภาพคนทั้งคู่ไว้เป็นที่ระลึก ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่เชยแสนเชยคนนี้จะสามารถยึดครองหัวใจน้ำแข็งเอาไว้ได้อยู่มัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเปิดรับใครเข้ามา

“เอ่อคือ… ฉันมีเรื่องจะขอคุณหน่อย”

จันทรสม์แกะแขนแกร่งออก หมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับเขา พลางเงยขึ้นมองใบหน้าคมนิ่ง ซึ่งเขาก็กำลังรอฟังอยู่

“ว่ามาสิ”

“คือว่าฉัน… อยากจะขอไปเที่ยวกับเพื่อนพรุ่งนี้ก่อนกลับได้ไหมคะ” คนขอทำหน้ารอลุ้นคำตอบ …ความเงียบของเขาทำให้เธอแทบหมดหวัง

“ตกลง …แต่ คุณต้องกลับบ้านก่อนสองทุ่มตรง”

เลียมเห็นสีหน้าของคนตัวเล็กก็อดใจอ่อนไม่ได้ จำต้องพยักหน้าตกลงในที่สุด ยังมิวายมีข้อแม้มาเป็นหลักประกันว่าเธอจะไม่นอกลู่นอกทางเหมือนเช่นเคย แขนแกร่งโอบเอวบางเอาไว้หลวมเพิ่มความอบอุ่นให้เพราะอากาศที่เริ่มเย็นลงและลมเย็นที่พัดมาเนืองๆ

“โห แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย” จันทรสม์โอดครวญเมื่อถูกกำหนดด้วยเวลาอีกครั้ง นี่เขาเป็นเจ้าของเวลาหรืออย่างไรกันถึงได้ชอบออกคำสั่งเธอนัก

“ถ้าไม่ตกลง ก็ไม่ต้องไป…” เลียมคลายวงแขนออก หมุนกายเดินกลับเข้าคฤหาสน์ จันทรสม์รีบวิ่งไปขวางทางพร้อมคำตอบที่ทำให้เขาพอใจ

“ก็ได้ๆ ฉันตกลงก็ได้ สองทุ่มก็สองทุ่ม จะเขี้ยวไปถึงไหน” เสียงหวานร้องแห้วเสียงเบา รู้แบบนี้ไม่ขอเสียก็ดี ประโยคท้ายบ่นเสียงเบา

“ก็แค่นั้น ไปเข้าบ้านกันเถอะ ข้างนอกอากาศเย็นลงแล้ว ดูสิผิวคุณเย็นเฉียบเชียว คุณพึ่งหายไข้เดี๋ยวจะไม่สบายขึ้นมาอีก”

เลียมกางเสื้อโค้ทตัวใหญ่ออกแล้วรั้งร่างบางเข้าหาตัวโอบประคองเดินเข้าด้านใน

“อืม” จันทรสม์รู้สึกกระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมา ร่างกายฟ้องต้องการการพักผ่อน  ดวงตากลมหนักอึ้งเมื่อได้รับความอบอุ่นก่อนจะหลับไปดื้อๆ ทำเอาคนที่เดินเคียงข้างต้องรวบร่างบางเข้าหาอ้อมกอดแทบไม่ทัน

“ง่วงก็ไม่บอก อืม ทำไมตัวรุมๆ สงสัยไข้หวัดกลับมาแน่เลย” ชายหนุ่มรีบช้อนร่างบางขึ้นอ้อมแขนพากลับเข้าบ้าน

หลังจากเดินมาถึงห้องนอนที่เจ้าของบ้านจัดไว้ให้ ชายหนุ่มพาร่างบางไปวางที่เตียงกว้าง ผละเดินเข้าห้องน้ำแล้วออกมาพร้อมชามใส่น้ำสะอาดมีผ้าขนหนูผืนเล็กติดมือมาด้วย ก่อนลงมือเช็ดตัวให้อย่างเบามือ ก่อนวางทิ้งไว้ที่หน้าผากมน มือหนาไล้แก้มใสที่แดงระเรื่อด้วยพิษไข้ที่เริ่มลุกล่ำเข้าสู่ร่างกายของหญิงสาวอีกครั้ง

“เมื่อไหร่จะเลิกห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองเสียทีนะจัน…”

มาดามเครือทิพย์และมิสเตอร์อเดลตาร์เดินทางมาถึงห้องชุดของสิงห์ตัวที่สอง แต่กับไม่ปรากฏร่างคนที่ต้องการ นั้นแปลว่าเขายังไม่กลับ คนเป็นแม่จึงถือโอกาสสำรวจห้องลูกชาย ประตูห้องนอนใหญ่ถูกผลักเปิดออกกว้างก้าวเข้ามาด้านใน

“เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน” ดวงตากลมเรียวกวาดมองไปรอบห้อง ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบบอกให้รู้ว่าเจ้าของห้องเป็นคนระเบียบ เท้าเรียวไปหยุดลงห้องแต่งตัวมองเสื้อผ้าที่ถูกจัดเรียงตามเฉียดสี คิ้วเรียวขมวดยุ่งหลังเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าหญิงสาวถัดจากเสื้อผ้าของลูกชาย

“นี่มันอะไรกัน”

ยื่นมือบางไปสัมผัส ก่อนจะตกใจเหมือนมีแรงมหาศาลดึงดูดเข้าหา ภาพผู้หญิงคนหนึ่งฉายชัด ใบหน้าอ่อนหวานและแฝงไปด้วยความลึกลับที่น่าค้นหา เกิดถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก แล้วผละเดินออกมาบอกสามี ขาเรียวก้าวยังไม่พ้นกรอบประตูพลันเหลือบไปเห็นกล่องกำมะหยี่สีแดงบนโต๊ะหัวเตียง

“กล่องอะไร?”

มือบางหยิบขึ้นมาดู ก่อนจะเปิดออกดูว่าภายในและต้องยกมือปิดปาก รอยยิ้มปรากฏขึ้นเมื่อคิดขึ้นได้ว่าลูกชายมีแผนจะต้องทำ…

“คุณแม่ทำอะไรอยู่ครับ…”

รัฐภพแปลกใจที่คนสนิทบอกว่าบิดามารดามารอที่ห้อง ไม่คิดว่าพวกท่านจะมาหาโดยไม่บอกก่อนล่วงหน้า

“กลับมาแล้วหรือจ้ะ งานเป็นยังไงบ้าง”

มาดามเครือทิพย์วางกล่องลงที่เดิม หันมามองใบหน้าลูกชายที่ซูบผอมในความรู้สึกคนเป็นแม่ สีหน้าเศร้าซึมเหมือนกับไม่ได้พักผ่อนมาแรมเดือน

“ก็เรียบร้อยดีครับ มาหาผมไกลถึงนี่คงไม่ได้แค่มาเยี่ยมเฉยๆ หรอกใช่ไหมครับ” รัฐภพกล่าวอย่างรู้ทัน

“พ่อกับแม่เป็นห่วงเราเลยมาหา เห็นคาซัสบอกว่าเมื่อวานอาการของลูกกำเริบจนหมดสติจะให้แม่อยู่เฉยได้ยังไงกัน แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง ไปให้หมอดูอาการหรือยัง?” คนเป็นมารดาบอกความกังวลชัดเจน

“ผมไม่เป็นอะไรมากแล้วครับ อย่าห่วงเลย”

รัฐภพเดินเข้าไปโอบกอดเป็นการขอโทษที่ทำให้ท่านทั้งสองต้องเดินทางไกลข้ามโลกมาเยี่ยมเขา

“จริงสิ แม่เกือบลืมไปเลย เสื้อผ้าผู้หญิงที่อยู่ในห้องแต่งตัวลูกของใครกันจ้ะ ใช่แฟนลูกหรือเปล่า?”

มาดามใหญ่จ้องหน้าคมเข้มของลูกชายอย่างรอคำตอบ แม้รู้คำตอบอยู่แล้วแต่นางอยากที่จะฟังจากปากของลูกชายมากกว่า

“เป็นของ…”

ยังไม่ทันที่สิงห์หนุ่มจะได้ทันตอบคำถามของมารดา คนเป็นบิดาก็เปิดประตูเข้ามาเรียกให้ไปทานอาหารเสียก่อน

“แม่ลูกมาทานข้าวได้แล้ว”

“คุณพ่อคุณแม่ทานก่อนเลยนะครับ ผมขอตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวตามออกไป”

รัฐภพถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย นึกถึงใบหน้านวลของหญิงสาวอีกคนที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล

“ฉันเกลียดเธออ้อมเดือน!”

ประโยคที่แสนเจ็บแสบพ่นออกมาเบาหวิวราวลมพัด ก่อนจะสะบัดศีรษะแรงๆ

รถคันใหญ่กว่าสิบคันพร้อมคนกว่ายี่สิบคนแล่นเข้าเทียบหน้าโกดังเก็บสินค้าของท่าเรือฟานเซส หลังได้รับรายงานว่าจะมีการส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ใกล้กับท่าเรือของเขา ไม่ให้เกิดความเสียหายกับสินค้ามูลค้าหลายพันล้าน เขาวางแผนรับมือไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย งานนี้สิงห์หนุ่มลงพื้นที่รับมือด้วยตัวเอง

“เริ่มหรือยัง”

“ยังครับ เห็นมาแค่หนึ่ง อีกหนึ่งยังไร้เงา” คาซัสบอก

“ไม่มีคำว่าผิดชอบชั่วดีเลย ไม่กลัวเกรงกฎหมายบ้านเมืองกันเลย” รัฐภพจ้องมองไปยังท่าเรืออีกฝั่งที่อยู่ห่างไปจากท่าเรือของเขาไม่กี่ร้อยเมตร

“มากันแล้วครับ! กำลังเตรียมจะส่งของแล้ว” รีทส์วิ่งเข้ามารายงานความคืบหน้า สองหนุ่มมองคนเป็นนายเหมือนมีคำถาม

“…จะถามอะไร?” สิงห์หนุ่มนึกรำคาญสายตาจึงพูดดักทางขึ้น

“ไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรอครับ”

เป็นคาซัสที่ถามขึ้น ทั้งที่ผ่านมาถ้ามีเหตุการณ์คลายกัน สิงห์หนุ่มไม่เคยนั่งนิ่งเฉย จะต้องหาทางเข้าขัดขวางจนถึงที่สุด หรือไม่ก็ร่วมมือกับทางตำรวจเข้าทลายพวกเดนสังคม ตั้งแต่ความทรงจำของเขาหายไปก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน สิ่งที่ไม่เคยทำกลับทำทุกอย่าง อย่างเช่นครั้งนี้

“จะต้องลงมือเองให้เสียเวลาทำไม เดี๋ยวก็มีคนจัดการแทนเรา นั่งดูอยู่เฉยๆ ไปนี่แหละ” กล่าวเป็นนัยยะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก สองหนุ่มคนสนิทมองหน้ากันอย่างสงสัย นี้พวกเขาพลาดอะไรไป

“เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดี ตัวไหนผ่านมาจัดการได้เลยไม่ต้องรอคำสั่งฉัน”

สั่งเสร็จผละเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ผ้าใบที่สั่งให้คนสนิทเอามาให้ ไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนอย่างที่ควรเป็น

ปัง!

เสียงกระสุนนัดแรกดังสนั่นจากท่าเรืออีกฝั่ง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าได้เริ่มขึ้นแล้ว

“เริ่มแล้วสินะ”

รัฐภพลุกจากเก้าอี้ผ้าใบ คว้ากล้องส่องทางไกลขึ้นมองผ่านเลนส์ไปอีกฟากฝั่ง เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาที่ท่าเรือของเขาพร้อมอาวุธครบมือ ร่างสูงหันมาสั่งลูกน้องเสียงดังลั่น

“ทุกคนเตรียมตัว! มีคนกำลังวิ่งมาที่เรา …ร้อยเมตร! ห้าสิบเมตร…”

ลูกน้องกว่าครึ่งร้อยรีบทำตามอย่างรวดเร็ว หลังเห็นพวกมันคนใดเข้ามาเป็นได้กลายเป็นศพ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองสองร่างที่วิ่งนำมาก่อน และมีอีกนับสิบที่วิ่งมาตาม

“เตรียมตัว!”

“เดี๋ยว! อย่าพึ่งยิง” รัฐภพมีสังหรณ์บางอย่างกับสองร่างที่วิ่งนำหน้ามา ต่างกับร่างสูงใหญ่กว่าแปดคนด้านหลัง นรกคงจะกำลังหมายหัวพวกมันทุกตัวและลงบัญชีดำไว้แล้ว

“ช่วยสองคนนั้น! ที่เหลือฆ่าให้หมด”

คาซัสและลูกน้องบางส่วนวิ่งอ้อมไปดักทางด้านข้างโกดังในมุมมืดลับตา พวกมันผ่านเข้ามาเมื่อไรเจอกับเขา

สองร่างที่วิ่งหนีห่ากระสุนที่ตามหลังมาอย่างเอาเป็นเอาตาย อาศัยความว่องไวเอาตัวรอดมาได้ แต่กระนั้นยังโดนเข้าให้จนได้ เล่นเอาเจ็บจุกใช้ได้เลยทีเดียว

“ไหวไหม!” ร้องถามเพื่อน หลังเห็นสีหน้าเริ่มซีดเผือกลงเรื่อยๆ

“สบายมาก…” ตอบเสียงหอบกระเส่า ก้มลงมองแผลที่ต้นแขนเห็นว่าเลือดสีแดงสดไหลอาบลงมาตามเรียวแขนไม่หยุด

เสียงกัมปนาทเหมือนห่าฝนไล่หลังมาถี่ยิบ แทบจะหลบไม่ทัน ทั้งสองต่างวิ่งเข้าหาที่กำบัง อีกไม่กี่สิบเมตรจะถึงท่าเรือฟานเซสอยู่แล้วเชียว

“แจ้งหน่วยก่อนดีกว่า ขื่นลุยต่อเราได้ตายกันหมดแน่” ร้องบอกคู่หูแข่งกับเสียงห่ากระสุนที่สาดมาไม่หยุด แต่แล้วพอหันกลับมาร่างคู่หูได้ล้มลงไปกองกลับพื้นเสียแล้ว

“เฮ้ย! แกตื่นก่อน…”

“อยู่นี่เอง! เก่งนักนะ พวกแกไม่แล้ว” เสียงเหี้ยมบอก พร้อมย่างสามขุมเข้ามาหาอย่างคุกคาม

“ก็ลองเข้ามา” บอกเสียงเย็น พร้อมตั้งรับเต็มกำลัง

“ปากดีจริงนะ จัดการมัน!” หน้าทะมึนจ้องมองสองสาวพร้อมตีวงล้อมแล้วพุ่งตัวเข้าหาหมายจะจับตัวไปสำเร็จโทษ

สิงห์หนุ่มตัวที่สองคืบคลานเข้ามาใกล้จุดที่มีการต่อสู้กันอยู่ โดยไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันรู้ตัว ส่งสัญญาณให้ลูกน้องอ้อมไปอีกฝั่ง

ร่างโปร่งออกวาดลวดลายทั้งเตะต่อยพลิ้วไหวสู้กับยักษ์ปักลั่นเจ็ดตนอย่างไม่กลัวเกรงกระนั้นต้องระวังอย่าให้พวกมันสอยโดนจุดสำคัญได้ เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่หยุดหายใจ มัดยักษ์พุ่งมาราวฟ้าฟาด ก่อนเบี่ยงหลบได้หวุดหวิดก่อนโต้กลับด้วยมัดสวยเข้าสอยปลายคาง ตามด้วยปลายเท้าม้วนเตะเข้าก้านคอ ตบท้ายด้วยฟันศอกเข้าที่เหลี่ยมคางจนเจ็ดยักษ์ใหญ่ลงไปนอนกองกับพื้นเพียงไม่กี่อึดใจ

“จะเก่งเกินไปแล้ว”

สิงห์หนุ่มและคนสนิทที่หลบอยู่ข้างตึกต่างมองด้วยความทึ่งในฝีมือจ้าตัว รัฐภพรู้สึกคุ้นหน้าเหลือเกินเหมือนว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออก

ร่างสูงโปร่งรีบวิ่งกลับไปดูเพื่อนที่นอนนิ่งหายใจแผ่วเบาอยู่กับพื้น ระหว่างที่กำลังจะพยุงเพื่อนขึ้นนั้น

“แกได้ยินฉันไหม อย่าพึ่งเป็นอะไรนะ…”

ก่อนหยุดนิ่งไปเมื่อถูกมือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ไหล่ คิดว่ายักษ์ใหญ่ที่พึ่งจัดการไปเมื่อครู่จึงตวัดฟาดสันมือหมายฟันเข้าต้นคอ แต่พอเห็นหน้าชัดๆ นัยน์ตาสีดำสนิทถึงกับขยายวาบ

“คุณคาซัส!”

“คุณอ้อมเดือน! คุณจัน! นี่พวกคุณ…” คาซัสตกใจที่เห็นทั้งคู่อยู่ที่นี่ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่สู้กับยักษ์ทั้งเจ็ดจะเป็นหญิงสาว 

“อย่าพึ่งถามอะไรตอนนี้เลย พาเพื่อนฉันไปโรงพยาบาลก่อน!” อ้อมเดือนตัดบท มองเลยไปด้านหลังและเห็นร่างผู้ชายที่อยู่ในหัวทั้งในยามหลับและยามตื่น

“ไปครับๆ เดี๋ยวผมช่วยอุ้มเองดีกว่า”

จากนั้นทั้งหมดจึงรีบเคลื่อนย้ายคนเจ็บไปขึ้นรถซึ่งจอดอยู่ห่างไปอีกฟากฝั่ง

อ้อมเดือนพลันเหลือบไปเห็นหนึ่งในเจ็ดของยักษ์ตัวใหญ่เล็งมัจจุราชไปที่คนตรงหน้าเธอ โลกทั้งใบหยุดนิ่ง หัวใจดวงน้อยบีบแน่นแทบจะหยุดเต้น เธอไม่มีเวลาที่จะหยุดคิด

“ระวัง!” ร่างบางพุ่งเอาตัวเข้าบังร่างสูงทำให้กระสุนปักเข้าแผ่นหลังบอบบางจัง

“ฮึก!”

“นี่เธอ…”

สิงห์หนุ่มยืนนิ่งค้างก้มลงมองคนตัวเล็กในอ้อมแขน ฝ่ามือกว้างรับรู้ได้ถึงความเหนียวหนืดของของเหลวที่ไหลเปื้อนลงมา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนขยายวาบ ร่างสูงทรุดนั่งลงไปกับร่างบอบบางตรงหน้า

“ทำแบบนี้ทำไม!”

“คุณ… มะ ไม่เป็นไรใช่ไหม” เอ่ยถามคนตรงหน้าเสียงแหบโหย

“นี่เสียสติไปแล้วหรือไง” รัฐภพต่อว่าเสียงสั่นสะท้าน เหมือนมีมีดมากรีดลงบนหน้าอกแกร่ง

“ฉันคง… ทนเห็นคุณเจ็บอีกไม่ได้มั้ง แค่ก…”

เสียงหวานหอบพูดติดขัด ติดตลกพลางยิ้มออกมา สำลักออกมาเล็กน้อย แค่คำพูดไม่กี่คำของหญิงสาวนั้นบอกความหมาย ทำเอาให้ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปก่อนนึกขึ้นได้

“ไปเอารถมาเร็วเข้า!”

รีทส์ออกตัววิ่งตั้งแต่ประโยคแรกที่นายหนุ่มเอ่ย ไม่กี่อึดใจรถตู้คันใหญ่ก็มาจอดเทียบลงตำแหน่งที่ชายหนุ่มอยู่ แล้วพุ่งออกจากท่าเรือตรงไปที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

โปรดติดตามตอนต่อไป….

สั่งซื้อ EBook (เต็มเรื่อง) ตามลิงค์ด้านล่างนะจ๊ะ

–> https://www.mebmarket.com/ebook-50991-อุ้มรักรัฐภพ-Men-Of-Lions<–

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่… เฟชบุ๊คแฟนเพจ : https://www.facebook.com/Raniya.writer

ฝาก “ติดตาม” และ “คอมเมนต์” ติชมกันเข้าได้น้า เข้ามาเป็นกำลังใจให้กันไปเรื่อยๆ

หรือจะมาพูดคุยกันได้นะคะ Love… >>___<<

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *